ทำความรู้จักกับตู้คอนเทนเนอร์สินค้ามือสอง

สินค้าญี่ปุ่นมือสอง

การนำเข้าสินค้า อาจจะฟังดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจ ซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะติดภาพกระบวนการที่ยุ่งยากในการนำเข้า ทั้งเรื่องติดต่อประเทศต้นทางที่ต้องการนำเข้าสินค้า การติดต่อกับบริษัทขนส่ง การผ่านพิธีศุลกากร การเสียภาษีต่างๆ ซึ่งฟังดูแล้วค่อนข้างยุ่งยากและวุ่นวาย แต่ในปัจจุบันการนำเข้าสินค้าต่างๆ นั้นทำได้ง่ายขึ้น ด้วยบริษัทตัวแทนต่างๆ ที่จะคอยอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ ตั้งแต่กระบวนการติดต่อกับประเทศคู่ค้า การขนส่ง ไปจนถึงการผ่านพิธีศุลกากร ซึ่งในวันนี้ เราได้นำข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้ามือสองในเบื้องต้นมาฝากกัน ซึ่งจะเป็นอย่างไรบ้าง ไปชมกัน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ‘ร้านขายสินค้าญี่ปุ่นมือสอง’ เป็นหนึ่งธุรกิจที่มีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทย เนื่องจากสินค้ามีราคาถูก คุณภาพค่อนข้างดี สินค้าบางประเภทยังเป็นแบรนด์ที่มีชื่อถูกใจใครหลายๆ คน รูปแบบธุรกิจที่เกิดขึ้นมีทั้งลักษณะเฟรนไชน์ หรือเป็นธุรกิจหุ้นส่วนช่วยกันดูแลร้าน 

ในการดำเนินธุรกิจนั้น หากคุณใช้บริการกับบริษัทที่นำเข้าตู้คอนเทนเนอร์สินค้ามือสองโดยเฉพาะ ทางบริษัทจะมีการติดต่อตัวแทนในญี่ปุ่นซึ่งจะทำหน้าที่ในการประมูลของมือสองในญี่ปุ่นมาเก็บไว้ในโกดัง สินค้าส่วนใหญ่ จะมาจาก ฮอกไกโด และนาโกย่า โอซาก้า โตเกียว แตกต่างกันไป เมื่อติดต่อไปจะสามารถเลือกได้ว่าต้องการสินค้าประเภทใด หลังจากนั้นทางตัวแทนจะทำการคัดสินค้าตามประเภทที่เลือกจัดส่งในตู้คอนเทนเนอร์จนเต็ม เช่น หากเน้นจำพวกเฟอร์นิเจอร์ สินค้าในตู้ส่วนใหญ่จะเป็นเฟอร์นิเจอร์ แต่ก็จะมีสินค้าเครื่องใช้ประเภทอื่นๆ ที่พอจะบรรจุในพื้นที่ว่าที่เหลือติดมาด้วย

สินค้าญี่ปุ่นมือสอง

ทั้งหมดถือเป็นสินค้ามือสอง แม้บางชิ้นจะมีฉลากติดอยู่ แต่ก็มีสภาพเก่าเก็บ ทางญี่ปุ่นเขาก็ไม่ใช้ จึงกลายมาเป็นสินค้ามือสองด้วย เมื่อสินค้าถูกบรรจุจนเต็มแล้ว จะถูกขนส่งมาทางเรือและเทียบท่าในไทยที่ท่าเรือตามท่าเรือหลักที่บริษัทนั้นๆ ติดต่อไว้ ซึ่งการนำตู้คอนเทนเนอร์ออกมาจากท่าเรือจำเป็นที่จะต้องอาศัยบริษัทชิปปิ้ เป็นผู้ที่จัดการในการนำตู้มาถึงทางร้านอีกทีหนึ่ง ซึ่งตัวแทนในญี่ปุ่นจะเป็นผู้จัดการทั้งการคัดสินค้า การขนส่ง นำเข้า การเสียภาษี 

เมื่อสินค้ามาถึง จะเปิดตู้ออกมา เพื่อทำการตรวจสอบ ประเมินคุณภาพ และราคาสินค้าที่เหมาะสมที่จะตั้งขายอีกครั้งหนึ่ง  โดยเส้นทางสินค้ามือสองจากญี่ปุ่นจะเริ่มต้นจาก เวลาย้ายบ้าน คนญี่ปุ่นมักจะไม่นำของไปทั้งหมด แต่จะนำไปเฉพาะบางอย่างที่ต้องการ ของที่ไม่ใช้ก็จะขายทิ้ง โดยจ้างบริษัทขนย้ายออกไป ซึ่งจะถูกนำไปบริจาคบ้าง ขนไปคัดเกรดเป็นสินค้ามือสองบ้าง ซึ่งสินค้ามือสองอาจขายทั้งในญี่ปุ่นเอง และนำไปขายในต่างประเทศ โดยในส่วนสินค้ามือสองที่นำเข้ามานั้น ก็จะมีด้วยกันหลายประเภท ทั้งเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า จักรยาน เครื่องใช้ เสื้อผ้า และของใช้ตกแต่งต่างๆ แต่ละครั้งก็จะมีใบรายการสินค้ามาให้ สินค้าส่วนใหญ่มือสองที่ผลิตในญี่ปุ่น มีที่ผลิตในจีนบ้าง แต่ถือว่ามีคุณภาพ เนื่องจากคนญี่ปุ่นมักจะเลือกคุณภาพมาก่อนบ้างแล้ว

สินค้าญี่ปุ่นมือสอง

ในส่วนของต้นทุนเป็นลักษณะแบบเหมา ตู้เกรด A จะอยู่ที่ 200,000 – 300,000 ต่อตู้ และเสียภาษีตามรายละเอียดรายการสินค้า รวมแล้วตกประมาณภาษีตู้ละ 100,000บาท รวมต้นทุนนำเข้าต่อตู้แล้วก็จะตกตู้ละประมาณ 400,000-500,000 บาท 

แต่ราคาแต่ละตู้จะขึ้นอยู่กับเกรดของสินค้า A B C D จะอยู่ที่หลักแสนถึงล้านบาท เป็นราคาที่รวมภาษีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอาจจะดูเป็นมูลค่าที่ค่อนข้างสูง แต่เมื่อนำมาคัดสินค้าและขายต่อ จะสามารถทำกำไรได้หลักล้านเลยทีเดียว ในส่วนของผู้เริ่มต้นธุรกิจใหม่ อาจจะเลือกรับสินค้ามาขายได้ 2 ประเภท ได้แก่ ค้าปลีกและค้าส่ง โดยค้าส่งราคาจะขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและขายเป็นกิโลกรัม ส่วนค้าปลีกจะตีราคาเป็นของต่อชิ้นขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า ราคาต้นทุน และราคาตามท้องตลาด สินค้าที่ขายต่อชิ้นได้แพงสุดจะเป็นพวกโมเดล ของสะสม และของหายาก ส่วนกำไรนั้นจะไม่ได้คิดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่สามารถหมุนเงินได้อยู่เรื่อยๆ นั่นเอง

สินค้าญี่ปุ่นมือสอง

ขอบคุณข้อมูลจาก: thaitribune.org