แนะนำ 4 ช่องทาง นำเข้าสินค้าญี่ปุ่นมือสอง

สินค้าญี่ปุ่นมือสอง

ในปัจจุบันนี้ จะเห็นได้ว่าเกิดการสร้างธุรกิจใหม่ๆ มากมาย อย่างเช่น ธุรกิจ Co-working Space ธุรกิจเครื่องสำอาง ธุรกิจอาหารเสริม หรือแม้กระทั่งธุรกิจนำเข้าสินค้ามือสอง หลายๆ คนอาจจะนึกสงสัยว่า สินค้ามือสอง หรือสินค้าที่หลายๆ คนอาจจะยังมีมุมมองว่าเป็นขยะ สามารถนำมาต่อยอดทางธุรกิจได้ด้วยหรือ? เนื่องด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างในสังคมในยุคนี้ ที่ผู้คนมีสไตล์การเลือกใช้สินค้าที่ราคาประหยัด แต่แฝงไปด้วยความมีสไตล์ ไม่เหมือนใคร สินค้ามือสองจึงเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และทัศนคติเกี่ยวกับสินค้ามือสองที่เปลี่ยนไป ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้คนหันมานิยมใช้สินค้ามือสองกันมากขึ้น

สินค้ามือสองที่เราหยิบยกขึ้นมาเล่าให้ฟังกัน จะเป็นสินค้ามือสองจากประเทศญี่ปุ่น วัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น เวลาย้ายที่อยู่อาศัย มักไปแต่ตัวกับสัมภาระเล็กน้อย ไม่ขนย้ายข้าวของเครื่องใช้ไปด้วย แต่จะไปซื้อใหม่ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงในการขนย้าย คนญี่ปุ่นจึงมักขายของในบ้านให้กับบริษัทรับซื้อของเก่า แล้วนำเงินไปซื้อของใหม่เข้าบ้าน อีกทั้งคนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมให้ของขวัญกันเป็นประจำ มีการส่งของขวัญเพื่อเป็นการฉลองโอกาสต่างๆ ตลอดทั้งปี

สินค้าญี่ปุ่นมือสอง

ด้วยสภาพของสิ่งของต่างๆ ที่ไมไ่ด้ถูกขนย้ายไปด้วย ยังคงสภาพที่ดี สามารถใช้งานได้อย่างปกติ หรือแม้กระทั่งบางชิ้นก็เป็นของที่เก่าเก็บ ยังไม่ได้ถูกใช้งานด้วยซ้ำไป ของต่างๆ ก็มีด้วยกันหลายประเภท มีทั้งเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้สำนักงาน งานศิลปะ ของใช้แม่และเด็ก จักรยานญี่ปุ่น เครื่องเสียง อุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้า กระเป๋าแบรนเนมด์ รองเท้า สินค้าแฟชัน โมเดล ฟิกเกอร์ หนังสือการ์ตูน หนังสือญี่ปุ่น CD/DVD อะไหล่รถยนต์ ของใช้ในครัวเรือน ถ้วย จาน ชาม และยังมีสินค้าแปลกๆ ที่มีเฉพาะที่ญี่ปุ่นอีกมากมาย ทำให้บังเกิดเป็นไอเดียต่อยอดเป็นธุรกิจส่งออกสินค้ามือสองของชาวญี่ปุ่น ที่ถือได้ว่าเป็นที่นิยมไปทั่วทั้งเอเชีย โดยเฉพาะสินค้ามือสองของญี่ปุ่น จะเป็นที่นิยมในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือกลุ่มอาเซียนเราเป็นพิเศษ ก็ยิ่งตอกย้ำได้ว่าธุรกิจสินค้าญี่ปุ่นมือสอง เป็นธุรกิจที่น่าจับตามองมากเลยทีเดียว

แล้วหากสนใจธุรกิจสินค้าญี่ปุ่นมือสอง จะเริ่มต้นอย่างไร?

วันนี้ เราได้รวบรวมช่องทางในการเริ่มต้นธุรกิจนำเข้าสินค้าญี่ปุ่นมือสองมาให้ได้ศึกษากันในเบื้องต้น ซึ่งมีช่องทาง ดังนี้

1. เดินทางไปญี่ปุ่นและสั่งซื้อสินค้าด้วยตัวเอง 

เหมาะกับคนที่มีเป้าหมายแล้วว่า ต้องการซื้อสินค้าอะไร และจะเดินทางไปที่ไหนบ้าง ควรวางแผนให้ชัดเจน เพื่อประหยัดเวลาและลดต้นทุน เพราะค่าครองชีพในญี่ปุ่นสูงมาก ควรมีคนที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้ช่วยประสานงาน จะทำให้การติดต่อสื่อสารสะดวกขึ้น

แหล่งซื้อสินค้ามือสอง ได้แก่ ตลาดนัดมือสองญี่ปุ่น (Flea Market), ร้านขายของมือสองในญี่ปุ่น “Recycle Shops”, “Treasure factory”,  ห้างแบรนด์เนมมือสอง “Komehyo” ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และอีกหลายแห่งในโตเกียว

2. ติดต่อผ่านซัพพลายเออร์ (suppiler) หรือบริษัทตัวแทนหาของมือสองในญี่ปุ่น 

ให้ช่วยดำเนินการนำเข้าสินค้ามือสอง แบบเหมาตู้คอนเทนเนอร์ ส่งกลับมาไทยทางเรือ รวมถึงดำเนินพิธีการทางศุลกากร ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำ 500,000 บาท ขึ้นอยู่กับเกรดของสินค้า เหมาะกับคนที่ต้องการนำไปขายส่ง มีโกดังเก็บของและจุดกระจายสินค้า

ก่อนที่จะใช้บริการซัพพลายเออร์รายใด ควรเดินทางไปญี่ปุ่นสักครั้งนึงก่อน เพื่อติดต่อเจรจาและเยี่ยมชมกิจการของซัพพลายเออร์ด้วยตัวเอง การมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกัน ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ เกิดผลดีในการร่วมทำธุรกิจในระยะยาว

3. รับของจากตัวแทนรายใหญ่ที่เหมาตู้นำเข้ามา (จากข้อ 2) 

ข้อดีคือ ใช้เงินลงทุนไม่เยอะ เริ่มต้นหลักพัน ขึ้นอยู่กับจำนวนและเกรดของสินค้า มีโอกาสเลือกสินค้าได้มากกว่าเหมาตู้เอง เหมาะกับคนที่นำไปขายปลีก เช่น ไปขายตลาดนัด ร้านขายของนำเข้ามือสองญี่ปุ่น ขายออนไลน์บนเฟซบุ้ก เว็บไซต์ หรือ IG

4. ประมูลสินค้ามือสอง Yahoo auction japan เว็บไซต์อันดับหนึ่งในญี่ปุ่น

ซึ่งมีสินค้าราคาตั้งแต่ 1 เยน ไปจนถึงหลักล้านเยน สินค้าส่วนใหญ่ที่ประมูลกันคือ ของเล่นมือสองญี่ปุ่น, โมเดล, ฟิกเกอร์, รองเท้า, แบรนด์เนมมือสอง, อะไหล่รถมอเตอร์ไซต์-รถยนต์, เครื่องจักร, ของหายาก, ลิมิเต็ดอิดิชั่น ถือเป็นแหล่งขุมทรัพย์บนโลกออนไลน์ และมีกลุ่มลูกค้าอยู่ทั่วโลก เหมาะกับคนที่มีความรู้ในตัวสินค้า และขั้นตอนการสั่งซื้อของทางออนไลน์ รวมถึงขั้นตอนการจัดส่งสินค้ากลับไทย และภาษีนำเข้าศุลกากร

สินค้าญี่ปุ่นมือสอง

ขอบคุณข้อมูลจาก: kokoro-karakaku.blogspot.com